“เล่าเรื่อง เมืองล้านนา” 3 ธันวาคม 2567

สภาเกษตรกรแห่งชาติและสภาเกษตรกรจังหวัด มอบข้าวสาร จำนวน 5 ตัน ให้แก่จังหวัดเชียงใหม่ นำไปมอบให้แก่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 4 แห่ง ถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

****************

อธิบดีกรมสุขภาพจิต ตรวจเยี่ยมความพร้อมขยายเตียงในหอผู้ป่วยจิตเวช โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ตรวจเยี่ยมความพร้อมการขยายเตียง ในหอผู้ป่วยจิตเวชโรงพยาบาลนครพิงค์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จากเดิม ขนาด 10 เตียง เป็นขนาด 20 เตียง โดยมี พญ.ณิชาภา สวัสดิกานนท์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต นพ.วรินทร์เทพ เชื้อสำราญ สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 1 ผู้อำนวยการสำนักงานเขตสุขภาพที่ 1 นพ.วรัญญู จำนงประสาทพร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้ช่วยอธิบดีกรมสุขภาพจิตและผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวนปรุง พญ.หทัยชนนี บุญเจริญ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ ว่าที่ร้อยโทโฆษิต กัลยา ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 1 นพ.วรภัคธรณ์ ก้องเปสลาพันธ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธัญญารักษ์แม่ฮ่องสอน ร่วมคณะ พญ.สุภารัชต์ กาญจนะวณิชย์ ปฏิบัติหน้าที่ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ และคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลนครพิงค์ ให้การต้อนรับ

นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมุ่งบูรณาการทุกฝ่ายเพื่อเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิตผู้ป่วยจิตเวชในพื้นที่ ให้เข้าถึงบริการบำบัดรักษา ฟื้นฟู และส่งต่ออย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั้น กรมสุขภาพจิตได้ดำเนินการพัฒนาบริการสุขภาพจิตที่เข้าถึงได้ พร้อมขยายบริการครอบคลุมการให้คำปรึกษาบำบัด รักษา ฟื้นฟู ส่งต่อ รวมถึงการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบ เป็นนโยบายหลักของกระทรวงสาธารณสุข จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลนครพิงค์ เชียงใหม่ พบว่ามีความพร้อมเป็นอย่างมากในการขยายเตียงในหอผู้ป่วยจิตเวช เป็นขนาด 20 เตียง ภายในปี 2568 เพื่อสนับสนุนให้มีเตียงผู้ป่วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ซึ่งจากการติดตามและการหารือ ณ โรงพยาบาลนครพิงค์ ซึ่งในครั้งนี้พบว่ามีความก้าวหน้าเป็นไปตามที่ได้วางแผนไว้ โดยได้กำชับให้โรงพยาบาลสวนปรุงสนับสนุนในเรื่องของการดำเนินการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและสารเสพติดอย่างบูรณาการและมีความต่อเนื่อง

นพ.กิตติศักดิ์ กล่าวต่ออีกว่า กรมสุขภาพจิตเร่งรุดหน้าที่จะขับเคลื่อนเพิ่มศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในพื้นที่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สุขภาพจิตระดับประเทศมุ่งเน้นการให้บริการที่มีคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ รวมถึงการขยายเตียงผู้ป่วยช่วยให้โรงพยาบาลสามารถรองรับผู้ป่วยจิตเวชที่มีความต้องการรับการรักษาได้มากขึ้น ลดปัญหาการรอคิวหรือขาดแคลนพื้นที่ในหอผู้ป่วย ยกระดับการดูแลสุขภาพจิตให้การดูแลรักษามีความครอบคลุมและเหมาะสมทั้งในด้านการรักษาด้วยยา การบำบัดเชิงจิตวิทยาและการฟื้นฟูสุขภาพจิตในระยะยาว เพื่อผู้ป่วย/ครอบครัวและประชาชนมีความสุขอย่างยั่งยืน

*********************

ข่าวสังคมชาวบ้านประจำวันอังคารที่ 3 ธันวาคม 2567 โดยสินในน้ำ✍️….ไม่ว่าบ้านไหนเมืองไหนมันก็มีปัญหาเหมือนๆ กันเพียงแต่ว่าปัญหาเล็กหรือปัญหาใหญ่ อีกทั้งคนเราก็ล้วนแต่สร้างปัญหากันขึ้นมาเอง เรียกร้องโน้นนี่นั้นสารพัด ร้องหาการพัฒนาที่ดี เศรษฐกิจที่ดี ชีวิตที่ดี สวัสดิการที่ดี ขอให้ทุกคนรวยขึ้น มีความสุขมากขึ้น คนจนหมดไปแต่ตัวเองกลับทำตัวตรงข้าม คือไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้น อยากให้ประเทศพัฒนา แต่ไม่เคยพัฒนาคุณภาพตัวเอง นายกคนไหนก็แก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าคนในประเทศยังขี้เกียจขาดจิตสำนึก ขาดคุณธรรม ขาดสติ ถึงจะมีการศึกษาสูง แต่จิตใจคิดแต่จะด่าว่า คอยแต่โทษคนอื่น ไม่เคยโทษตัวเอง หรือนอนรอแต่ความหวัง ลมๆ แล้ง ที่จะหวังให้คนอื่นมาช่วย แต่ไม่เคยช่วยตัวเองอย่างจริงจัง….ประเทศนี้มีปัญหามาตั้งแต่รากเหง้า เป็นศูนย์รวมของคนจำนวนไม่น้อยที่จอมขี้เกียจ มักง่ายและรอคอยแต่ความหวัง บางคนรอโชค ชะตา เห็นแก่ตัว เก่งแต่พูด เก่งแต่โพสต์ พอลงมือทำจริง ก็ทำไม่ได้อย่างที่คุยโม้โอ้อวด จริงไหม ต่อให้มีผู้นำประเทศเก่งแค่ไหน แก้ปัญหาชาติได้ดีเพียงไร หรือมีทีมงานไม่โกงกินแต่บางที ปัญหามาจากรากเหง้าที่จริงๆ แล้ว แก้เท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จหรอก เพราะอาจจะต้องแก้ที่คนในชาติก่อน แต่จะแก้ได้หรือไม่ ไม่ขอรับรองเพราะนิสัยคนไทยมันเป็นอย่างนี้มาตั้งนาน ยิ่งสมัยนี้ด้วยแล้วดูท่าจะยาก มันก็ขึ้นอยู่ที่จิตสำนึกของแต่ละคน ซึ่งไม่มีใครจะไปกำหนดให้พวกเขาได้ ขนาดคนในครอบครัวเขายังไม่มีสิทธิ์เลย….มาที่ด้านสถาบันครอบครัว ซึ่งขอยกตัวอย่างที่มัน เป็นความจริง เพราะความเคยชินของคนไทย ปลูกฝังสั่งสอนความมักง่าย ขาดความรับผิดชอบ ต่อสังคม เลี้ยงลูกตามมีตามเกิด บางครอบครัวแม้จะรวยก็เลี้ยงดูลูกแบบตามใจจนมากเกินไป เหมือนนิทานเรื่อง พ่อแม่รังแกฉัน เลี้ยงผิดๆ ถูกๆ บางบ้านหรือบางครอบครัว พูดจาหยาบคาย มึงกูกับลูกตั้งแต่เด็กๆ ปัญหาไม่พร้อมที่จะมีลูกก่อนวัยอันควร สอนกันมาแบบผิดๆ สมองเด็กก็ฝังลึกกันแบบผิดๆ ที่น่ากลัวคือ พ่อแม่คนเหล่านั้น สอนลูกไม่เป็น ไม่รู้จักผิด/ชอบ/ชั่ว/ดี แม้บางคน พ่อแม่เป็นถึง ศ. บ้าง รศ.บ้าง บางคนพ่วง ดร. อีกด้วย แต่มีลูกทำตัวไม่ดีกล้วทำในสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม อนาคตของชาติจึงดูไร้คุณภาพ เรื่องแบบนี้จะไปโทษรัฐบาลไม่ได้ เพราะรัฐบาลไม่ได้มีหน้าที่อยู่บ้านเดียวกับคุณ....มาที่เรื่องของเงินดิจิทัล 10,000 บาท เฟส 2 ที่ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จะได้รับสิทธิ์จำนวน 4 ล้านคน รับก่อนตรุษจีน ลงทะเบียนทางรัฐ พร้อมวิธีเช็คสถานะ เงื่อนไข และขั้นตอนละเอียดพร้อมรับเงิน 29 มกราคม 2568 ก่อนตรุษจีนโดยเน้นช่วยเหลือกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาความเดือดร้อน ต้องลงทะเบียนผ่านแอปทางรัฐ ใครมีสิทธิ์ได้รับเงิน 10,000 บาท เฟสสอง 1.ต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป 2.ลงทะเบียนในแอป ทางรัฐ และยืนยันตัวตน KYC เรียบร้อยแล้ว 3. ต้องไม่เคยได้รับเงินในเฟส 1 4.ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิ การแห่งรัฐ หรือคนพิการที่ได้รับสิทธิไปแล้ว เรื่องนี้ถือเป็นข่าวดีของผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ครั้งที่แล้วไม่มีสิทธิ์รับเงินติจิทัล 10,000 บาท มาครั้งนี้ได้รับแน่นอน แต่ต้องไปจัดการเรื่องการลงทะเบียนกันเรียบร้อยเสียก่อนอย่าช้า ใครที่เป็นลูกหลานช่วยพาคุณพ่อ คุณแม่ ปู่ย่า ตายายไปลงทะ เบียนเพื่อรับเงิน อย่าให้เงินหมื่นหายไป ช่วยเป็นธุระให้คนแก่ด้วยลูกๆ หลานๆ
....สินในน้ำ

Related posts